นิกเกิล และ แอมโมเนี่ยมโมลิปเดต

นิกเกิล และ แอมโมเนี่ยมโมลิปเดต



     นิกเกิลมีคุณสมบัติทำให้พืชทนร้อนและเมื่อครั้งที่มีโอ
กาสไปฟังโปรเฟสเซอร์ฮิเดโอะ อิเคดะ (อาจจะพิมพ์ผิดบ้าง ต้องขออภัยด้วยเพราะช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้เขียนหนังสือจัด แค่บรรยายเพียงอย่างเดียว)ผู้เชี่ยวชาญด้านไฮโดรโพนิกส์
จากญี่ปุนก็เลยให้อาจารย์ยงยุทธช่วยถามให้ว่านิกเกิลช่วย
ให้พืชทนร้อนได้จริงหรือไม่ ก็ได้รับคำยืนยันจากคุญอิเคดะว่า "นิเกิลทำ ให้พืชทนร้อนได้จริง" ในสูตรปุ๋ยเราจะใส่นิกเกิล ประมาณ 0.5 กรัมต่อแคลเซียมไนเตรท1กิโลกรัม ธาตุ พวกนี้เป็นธาตุที่ขาดไม่ ได้แต่ถ้าใส่มากจะเกิดความเป็นพิษ ปริมาณที่ใส่จะไม่คิดรวม กับปริมาณนิกเกิลที่มีอยูในนิก สเปรย์เพราะในนิกสเปรย์มีนิกเกิลอยู่บ้างแล้ว แต่อาจารย์ยง ยุทธคิดว่ายังไม่พอเลยให้ใส่เพิ่ม อีกครึ่งกรัมต่อชุด

     สิ่งที่จะถ่ายทอดต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ผมได้รับการถ่ายทอดมา จากอาจารย์ยงยุทธ การที่เราจะถ่ายทอดความรู้ให้กับใครเรา ต้องพยามถ่ายทอดให้เขาผู้นั้นได้รับความรู้และความเข้าใจ
อย่างถ่องแท้เพื่อเวลาที่เขาผู้นั้นจะนำความรู้ไปใช้หรือไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นจะได้ทำได้อย่างถูกต้อง
ถ้ามีคนถามผมว่า "การกินผักที่ปลอดสารเคมีที่เป็นพิษจะได้ อะไรบ้าง" ผมก็จะตอบว่า "จะได้สองสิ่งนี้แน่นอนเลย คือ สารต่อต้านมะเร็ง และ สารก่อมะเร็ง บางคนอาจจะงงในเมื่อ ไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษแล้วทำไมจึงมีสารก่อมะเร็ง ก่อนอื่นเรา มารู้จักชีวเคมีของพืชกันก่อน  พืชกินสารก่อมะเร็งเป็นอาหาร สารก่อมะเร็งที่ว่า คือ ไนเตรท
ไนเตรทเป็นสารก่อมะเร็ง พืชที่ปลูกอยู่ทั่วๆ ไปได้ในเตรท 2 ทางหลักๆ คือ
    1.การปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์เช่นซากพืชซากสัตว์และ
มูลสัตว์ แต่พืชจะกินปุ๋ยโดยตรงไม่ได้จะต้องเกิดการย่อย สลายโดยจุลินทรีย์แล้วเปลี่ยนเป็นไนเตรทพืชจึงจะดูดไปใช้
ได้
    2.การปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีพืชจะได้ไนเตรทโดยตรง โดย
ไม่ต้องผ่านการย่อยสลายจากจุลินทรีย์ ไนเตรทจะมีค่ามาต รฐานอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 3,000 ppm เพราะฉนั้นเวลาที่ เรากินผักและในผักมีไนเตรทเกิน 3,000 ppm เราจึงเสี่ยง ที่จะเป็นมะเร็ง เเต่ถ้ามีไนเตรทต่ำกว่า 3,000 ppm เราก็จะ ได้สารต่อต้านมะเร็งมากกว่าสารก่อมะเร็ง จึงเป็นการช่วยลด ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งและเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะทำให้ผักไม่มีไนเตรทประกอบอยู่ การให้น้ำเปล่าก่อนเก็บผักนั้นเป็น การช่วยลดไนเตรทที่มีอยู่ในพืช ซึ่งสารต่อต้านมะเร็ง ความ อร่อย วิตามิน เกลือแร่ต่างๆ ก็จะลดลงด้วย
     เมื่อพืชดูดไนเตรทก็จะเปลี่ยนไนเตรทเป็นไนไตรและเปลี่ยน เป็นแอมโมเนียมต่อด้วยการเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโน แล้วจึง นำไปสังเคราะห์โปรตีน ในขั้นตอนการเปลี่ยนเราจะเรียกว่า "รีดิวซ์" ซึ่งจะอาศัยแสงแดดและเอ็นไซม์ไนเตรทรีดักเตส ถ้าการปลูกผักได้แสงแดดน้อยก็มีโอกาสที่จะมีไนเตรทตกค้างอยู่ในผักมาก แต่แสงแดดบ้านเรามีเกินพอ เรามักพบว่าส่วน มากเกิดจากการปลูกผักหนาแน่นมากเกินไป ทำให้ผักได้แสง แดดไม่เพียงพอ เนื่องจากใบผักบังแดดกันเอง ผักจึงมีไน เตรทตกค้างมากหรือการปลูกผักที่ EC สูงมากๆ ก็ส่งผลให้ ไนเตรทตกค้างในผักได้มากเช่นกัน การที่เรามักพบไนเตรท ตกค้างมากในผักไฮโดร เพราะ สูตรปุ๋ยบางสูตรไม่มีแอมโม เนี่ยมโมลิปเดต เพราะแอมโมเนี่ยมโมลิปเดตเป็นส่วนประ กอบของเอ็นไซม์ไนเตรทรีดักเตสเมื่อไม่มีแอมโมเนี่ยมโมลิปเดต เอ็นไซม์ไนเตรทรีดักเตสก็มีน้อย ทำให้กระบวนการ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้น้อย จึงเป็นสาเหตุทำให้มีไนเตรทตก
ค้าง มากขึ้น แต่การปลูกผักในดินพืชอาจสามารถหาแอมโม เนี่ยมโมลิปเดตในดินได้ แต่ในไฮโดรต้องใส่อย่างเดียว

  สรุป : การใส่แอมโมเนี่ยมโมลิปเดต เป็นการช่วยให้พืชนำ ไปใช้เป็น ส่วนประกอบของเอ็นไซม์ไนเตรทรีดักเตส เพื่อ ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์แสงในการเปลี่ยนไนเตรทเป็น
ไนไตรและเปลี่ยนเป็นแอมโมเนี่ยมจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนแล้วนำไปสังเคราะห์โปรตีน ปริมาณการใส่แอมโม เนี่ยมโมลิปเดต จะใส่เท่ากับนิกเกิล

*** การนำโซเดียมโมลิปเดตมาใช้แทนแอมโมเนี่ยมโมลิปเดต
สามารถใช้ได้ เพราะพืชต้องการโมลิบดินั่มในแอมโมเนี่ยมโม ลิปเดต โซเดี่ยมโมลิปเดตก็มีโมลิบดินั่ม แต่สิ่งที่เราไม่ต้อง การ คือ โซเดี่ยม แต่มันมีปริมาณที่น้อย แต่ก็สามารถรับได้ถ้า เลือกได้ควรเลือกแอมโมเนี่ยมโมลิปเดตดีกว่า

ที่มา : อาจารย์อรรถพร สุบุญสันต์


Visitors: 22,893