"อาการรากเน่า" และวิธีการวินิจฉัยเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

"อาการรากเน่า" และวิธีการวินิจฉัยเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน



     เวลาเกิดอาการรากเน่า เมื่อหลายปีที่แล้วเราต้องส่งตัว อย่างไปตรวจที่คลีนิคโรคพืชที่ ม.เกษตรกำแพงแสน ผลที่ ได้มักจะพบเชี้อราพิเที่ยม เราจึงเหมาว่าสาเหตุรากเน่าเกิด จากเชื้อราพิเที่ยม ก็เลยหาทางที่จะจัดการกับเชื้อราพิเที่ยม เพียงอย่างเดียว แต่ในความจริงแล้วอาจจะมีสาเหตุมาจาก อย่างอื่นก่อนที่เชื้อราพิเที่ยมจะมาเข้าทำลายทีหลัง โดย
สาเหตุที่เรามักพบว่าทำให้ปัญหารากเน่า คือ
   1. มีเชื้อโรคสะสมจำนวนมากในระบบปลูก แต่ถ้าใช้ไตรโค เดอร์มาอย่างสม่ำเสมอ สาเหตุนี้สามารถตัดออกได้เลย
   2. การปรับ pH โดยการใส่กรดปริมาณมากๆ ในครั้งเดียว เช่น การปลูกในถังรวมส่วนมากนั้น จำนวนน้ำในถังจะมีน้อย กว่าที่ไหลอยู่ในระบบ ถ้ามีฟาร์มๆ หนึ่งต้องการปรับ pH จาก 7 ให้ลงมาเหลือ 6 แล้วใช้กรดไนตริก 38 เปอร์เซนต์ ที่ ปริมาณ 100 cc เมื่อใส่ลงไปแล้ว pH จะลดจาก 7 ลงมาที่ 6 เวลาที่เราจะใส่กรดเราจะต้องนำกรด 100 cc ไปผสมน้ำ ประมาณ 5-15 ลิตร แล้วแบ่งใส่ทีละส่วน โดยแบ่งใส่ประ มาณ 5-10 ครั้ง อาการรากเน่าจากการปรับ pH ก็จะหายไป ยิ่งนำกรดที่ใช้มาเจือจางกับน้ำมากๆก่อนใส่ และแบ่งการใส่ ให้มีจำนวนหลายๆ ครั้งจะยิ่งดี แต่บางคนอาจมองข้ามว่าเป็น การเสียเวลาและสิ้นเปลือง แต่ถ้าผักรากเน่ามูลค่าความเสีย หายจะมากกว่า   ผมมีเรื่องเล่า คือ เมื่อครั้งหนึ่งผมได้รับเชิญ ไปแก้ปัญหารากเน่าที่ฟาร์มแถวปากช่อง จึงไปพบว่าปัญหา รากเน่าเกิดจากการที่ทางฟาร์มใส่กรดเข้มข้นในครั้งเดียว โดยไม่แบ่งใส่ ช่วงแรกปลูกผักได้ดีเพราะว่าระบบยังใหม่และ อากาศเย็นพอแต่พออากาศร้อนก็มีปัญหาผมก็แนะนำเหมือนกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผลก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ แล้วก็ ปลูกได้ดีมาสักพักหนึ่ง ก็มีอาการเหมือนเดิมอีกผมวิเคราะห์ แล้วไม่มีสาเหตุอื่นที่จะทำให้รากเน่าอีก จากประสบการณ์ เรื่องคนงานผมก็ถามทางฟาร์มว่าคุณไว้ใจคนงานคุณได้หรือ เปล่าทางฟาร์มก็ไม่แน่ใจ จึงแอบสังเกตดูผลก็คือคนงานใส่ กรดเข้มข้นในครั้งเดียวเหมือนเก่า และบอกเจ้าของฟาร์มว่า ทำเหมือนกับที่ผมสอน แต่พอถูกจับได้คนงานก็ถามเจ้าของ ฟาร์มว่ามันจะต่างกันตรงไหน มันก็เป็นเอากรดใส่ไปในถัง เหมือนกัน (คนงานอย่างนี้ต้องไล่ออก)
  3. เกิดจากรากขาดออกซิเจนเนื่องจากมีผักต้นใหญ่จำ นวนมากอยู่ในโต๊ะแล้วใช้ออกซิเจนหมด โดยมีการเติมออก ซิเจนเข้าไปไม่เพียงพอทำให้เซลรากพืชขาดออกซิเจนแล้ว
ตายลง หลังจากนั้นเชื้อโรคจึงเข้ามาทำลายส่วนมากมักเกิด กับระบบ DFT ตอนหลังเลยแก้มาเป็นระบบ DRFT เพื่อแก้ ปัญหานี้
  4. น้ำสารละลายมีอุณหภูมิเกิน 32 องศาเซลเซียส ส่งผล ให้ให้ออกซิเจนเข้าไปกับน้ำสารละลายไม่ได้ ทำให้น้ำสารละ ลายขาดออกซิเจน ในขณะที่รากพืชต้องการออกซิเจนมาก ขึ้นเพราะอากาศร้อน เมื่อออกซิเจนไม่พอเซลรากพืชก็ตาย
  5. ใช้เครื่องมือวัด pH เเล้วเครื่องมือเสียแต่ผู้ใช้ไม่รู้ว่า เครื่องวัดเสีย มีฟาร์มหลายฟารม์เกิดปัญหานี้ ส่วนมากจะวัด ได้ค่า pH สูงกว่า pH จริง หลายฟาร์มที่ผมไปแก้ปัญหาแล้ว พบว่าเกิดจากสาเหตุนี้ ก็มีเรื่องจะเล่าอีกนั้นแหละ ผมเคยไป ที่ฟาร์มแถวคลองสองรังสิตเป็นระบบ NFT ถังรวมปลูกมา หลายปีแล้วผักมีอาการรากเน่า ไปถึงก็ถามอาการ เช่น ปรับ pH ที่ 7 ปลูกที่ EC 1.2 และอื่นๆ ระหว่างนั้นผมก็ยกถ้วยดู รากแล้วใช้นิ้วรูดในรางก็พบว่ารางสะอาดมากไม่มีตะกรันเลยการที่รางไม่มีตะกรันก็ต้องเป็นรางใหม่แต่นี่เป็นรางเก่าต้อง ใช้ไตรโคเดอร์มา แต่ที่นี่ไม่ได้ใช้ต้องใช้ pH ต่ำประมาณ 5.2 แต่ที่นี่ pH อยู่ที่ 7 ไม่เข้าเกณฑ์เลย จึงไปดูถังสารละ ลาย ที่ฟาร์มเขาวัด pH ด้วยเครื่องวัด พอวัดให้ดูได้ pH 7 ผมจึงถามว่าเครื่องวัดนี้ใช้มานานแค่ไหน เขาตอบ 2 ปี เลยถามต่อว่าเคยคาลิเบส (การวัดกับน้ำยามาตรฐานเพื่อ ตรวจสอบความแม่นยำของเครื่องวัด) บ้างหรือเปล่า เขาตอบ ว่า "ไม่เคย" งั้นผมรู้สาเหตุแล้วผมจึงใช้น้ำยาวัด pH วัดให้ เขาดู pH พบว่าค่าอยู่ที่ประมาณ 4 รากเน่าแน่นอน ทำไมผม จึงรู้ก่อนวัด pH เพราะเครื่องวัด pH ควรคาลิเบสอย่างน้อย เดือนละครั้ง และถ้าใช้บ่อยผมพบว่าอายุการใช้งานต่ำสุด สามารถใช้ได้ 3 เดือน สูงสุดไม่เกิน 1 ปี (กรณีใช้บ่อยๆ) และอีกอย่างคือ sense ของผู้ปลูก อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ที่มีฟาร์มๆหนึ่งใช้กรด100 cc ปรับ pH จาก 7 ลงมา 6 โดยใช้เครื่องมือวัดเมื่อผู้ปลูกใส่กรดไปครบ100 cc แล้ว pH ยังไม่ลงมาที่ 6 ก็ใส่เพิ่ม เมื่อใส่เพิ่มแล้วก็ยังลงไม่ถึง 6 ก็ใส่เพิ่มอีกจนลงมาที่ 6 ผลปรากฏว่าผักตายยกฟาร์มเลย เคยเกิดมาแล้วกับบางฟาร์มเพราะคนปลูกไม่มีsense เขาน่าจะสังเกตตั้งแต่ตอนใส่กรดไป 100 cc แล้วว่า pH มันควรจะได้ที่ 6 แต่นี้มันไม่ได้ก็ควรจะต้องหาสาเหตุก่อนว่า มีสาเหตุมาจากอะไร เช่น เปลี่ยนแหล่งน้ำที่นำมาใช้ปลูกใหม่ หรือเปล่า เครื่องวัดเสียหรือเปล่า ฯลฯ

ที่มา : อาจารย์อรรถพร สุบุญสันต์

Visitors: 20,559