เรือน้ำตาลล่มที่สิงห์บุรี

เรือน้ำตาลล่มที่สิงห์บุรี




        ท่านอาจารย์ยงยุทธท่านมีแนวการสอนที่น่าสนใจ คือท่านจะเล่าเรื่องประกอบการสอนทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อ และได้ความรู้ ที่จะจดจำได้ง่ายมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ อาจารย์ ยงยุทธชอบเล่าให้ฟังบ่อยๆ คือ เรื่องเรือน้ำตาลล่มที่ สิงห์บุรีคงจะจำกันได้เมื่อหลายปีที่แล้วข่าวเรือน้ำตาลล่มที่สิงห์บุรีเป็นข่าวดังมากอยู่หลายวันเพราะทำความเสีย หายให้กับการประมงเป็นจำนวนมาก อาจารย์เล่าว่าวัน หนึ่งมีลูกศิษย์โทรมาถามอาจารย์ว่าผักสลัดที่ปลูกอยู่มีอาการใบเหลืองมันหน้าจะเกิดจากสาเหตุอะไร อาจารย์ก็ ถามกลับไปว่าคุณปลูกผักอยู่ที่ไหนใช้น้ำอะไรในการปลูก คำตอบที่ได้คือปลูกอยู่ที่กรุงเทพฯ ใช้น้ำปะปาในการ ปลูกอาจารย์ก็ตอบกลับไปว่าสาเหตุที่ทำให้ผักใบเหลื่อง เพราะเรือน้ำตาลล่มที่สิงห์บุรี ผมว่าลูกศิษย์คนนี้คงงง เป็นไก่ตาแตกแน่เลย อาจารย์บอกลูกศิษย์ไปว่าเมื่อเรือ น้ำตาลล่ม น้ำตาลจำนวนมากละลายน้ำทำให้น้ำเน่า เมื่อ น้ำเน่าไหลผ่าน อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานีก็ทำให้ทั้งปลา ที่เลี้ยงในกระชังรวมทั้งกุ้งและปลาในธรรมชาติตายเป็นจำนวนมากเมื่อปลาตายน้ำก็ยิ่งไม่สะอาดเพราะมีน้ำปลาเน่าไหลมาเมื่อผ่านจังหวัดปทุมธานีก็ไหลเข้าคลองปะปาเพราะฉนั้นน้ำที่ใช้ทำน้ำปะปาจึงมีน้ำปลาเน่าผสมอยู่ทางการปะปาไม่มีทางเลือกเพราะต้องใช้น้ำผลิตน้ำปะปา เขาจึงใส่คลอรีนมากกว่าปรกติเพื่อฆ่าเชื้อโรคทำให้น้ำปะปาเวลานั้นมีคลอรีนมากเมื่อเรานำมาปลูกผักคลอรีนที่มีมากจะทำให้เหล็กเสื่อมสภาพหรืออ๊อกซิไดซ์ทำให้สารละลายมีเหล็กน้อยเมื่อมีเหล็กน้อยก็ทำให้การสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ได้น้อยส่งผลให้ผักใบเหลือง วิธีแก้ก็คือ เติมเหล็กเพิ่ม หรือพักน้ำปะปาให้คลอรีนหมดหรือเหลือ น้อยก่อนค่อยนำมาใช้  ผมก็มีเรื่องเล่าเหมือนกันมีผู้ปลูก ผักท่านหนึ่งโทรมาปรึกษาเรื่องผักใบเหลืองเขาบอกว่ารุ่นน้องเขาบอกว่าขาดเหล็กให้เติมเหล็กแต่เขาไม่แน่ใจเพราะมันเป็นแค่บางโต๊ะเขาเลยโทรมาถามผม พอดีผมจะ ผ่านไปทางนั้นผมเลยไปดูให้เขาเมื่อผมเห็นแปลงปลูกผมก็รู้ทันทีว่าเกิดจากอะไรเพราะโต๊ะปลูกประมาณ 10 กว่าโต๊ะทำทุกอย่างเหมือนกันหมดเป็นถังแยก EC pH เท่ากัน แต่มีใบเหลืองสี่โต๊ะที่ใบเหลืองเพราะสี่โต๊ะนี้จะได้ แสงแดดประมาณครึ่งวันหลังจากนั้นบ้านจะบังแดดทำให้ผักสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ได้ไม่มากเพราะต้องอาศัยแสงแดดจึงทำให้ผักใบเหลือง วิธีแก้คือ ไม่ย้ายโต๊ะก็ต้องย้าย บ้านครับ เพราะฉนั้นการวินิจฉัยปัญหาต้องระวังเพราะ บางที อาการเหมือนกันแต่มีสาเหตุที่แตกต่างกัน

ที่มา : อาจารย์อรรถพร สุบุญสันต์

Visitors: 21,177