การป้องกันโรครากเน่าในระบบไฮโดรโพนิกส์โดยใช้ pH ที่แตกต่างกันในแต่ละฤดู

บทความนี้ผมเขียนลงในวารสารเคหการเกษตรเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ในแต่ละฤดูควรใช้ pH ที่แตกต่างกัน เพราะ pH ที่ 5.2 จะทำให้ผักเจริญเติบโตได้ดี แต่ถ้าสารละลายธาตุอาหารมีอุณหภูมิสูงเกินไปก็จะทำให้รากเสียได้ง่ายและโรคก็จะเข้าทำลาย เชื้อราที่เป็นโทษต่อผัก เช่น เชื้อราพิเธียม (Pythium sp.) จะชอบ pH ค่อนข้างต่ำ แต่เชื้อราไตรโคเดอร์มาจะชอบ pH สูงถ้า pH สูงเชื้อราไตรโคเดอร์มาจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันและกำจัดเชื้อราพิเธียมได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นการการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ในฤดูร้อนควรใช้ pH ที่ประมาณ 6.5-7.0 จะปลูกผักได้ดีอาจจะมีปัญหาบ้างแต่เราก็สามารถแก้ไขได้ คือ

1. การปลูกผักที่ pH 6.5-7.0 อาจะมีธาตุอาหารบางชนิดตกตะกอน สามารถแก้ไขได้โดยการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ใส่ลงไปในระบบเพื่อย่อยธาตุอาหารที่ตกตะกอนให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่และยังเป็นตัวกำจัดเชื้อราพิเธียมพร้อมทั้งยังช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของผัก ช่วยกระตุ้นให้ผักสร้างภูมิต้านทานโรค ช่วยขจัดแคลเซียมฟอสเฟตที่ตกตะกอนอยู่ที่รางและที่ๆสารละลายธาตุอาหารไหลผ่านให้หมดไป ช่วยยืดอายุการใช้งานของปั๊มน้ำ

2. เหล็กอาจจะเสื่อมและตกตะกอนแก้ไขได้โดยใช้เหล็กที่ทน pH ได้สูง เช่น เหล็ก DTPA หรือ EDDHA ถึงจะมีราคาแพงขึ้นแต่ถ้าผักโตได้ดีในฤดูร้อนก็ยังคุ้มค่า ในฤดูฝนควรปลูกผักที่ pH ประมาณ 6.0-6.5 เพราะช่วงนี้สารละลายธาตุอาหารจะไม่ร้อนมากเหมือนในฤดูร้อน

ส่วนในฤดูหนาวควรปลูกที่ pH ประมาณ 5.5-6.0 ในฤดูหนาวสภาพอากาศเหมาะแก่การเจริญเติบโตของผักและมีโรครบกวนน้อยจึงปลูกผักที่ pH ต่ำได้

ที่มา : อาจารย์อรรถพร สุบุญสันต์

Visitors: 20,559