เข้าใจน้ำ เข้าใจปุ๋ย

เข้าใจน้ำ เข้าใจปุ๋ย

 

โดยอาจารย์อรรถพร สุบุญสันต์

 

ข้อเขียนนี้จะชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของปุ๋ยและน้ำชนิดต่างๆ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ แต่ข้อดีข้อเสียของปุ๋ยและน้ำต่างๆ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ จะเปลี่ยนไปเมื่อสภาพอุณหภูมิ, EC, pH เปลี่ยนไป

 

การเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับน้ำ EC สูงและ EC ต่ำ

1) น้ำ EC สูง เช่น น้ำบาดาล (ต้องมีโซเดียมต่ำ)

น้ำที่มี EC สูงส่วนมากก็จะมี pH สูง สามารถนำมาใช้กับปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียมหรือมีแอมโมเนียมก็ได้ ถ้าเราเลือกใช้ปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียมเราจะต้องใช้กรดในการปรับ pH จำนวนมาก กรดที่เราใช้ส่วนแรก คือ กรดที่ใช้ปรับ pH ของน้ำ ก่อนผสมปุ๋ยให้มี pH เหมาะสมในการผสมปุ๋ยเพื่อไม่ให้ปุ๋ยตกตะกอน (pH ไม่เกิน 7)หลังจากเราผสมปุ๋ยแล้ว pH จะต่ำลงมาอีกนิดหน่อย เมื่อเราเดินระบบแล้วผักดูดปุ๋ยไปใช้ผักจะปล่อยด่างออกมาทำให้ pH สารละลายเป็นด่างมากขึ้น เราจึงต้องใส่กรดลงไปเพื่อปรับ pH ให้ต่ำลงเพื่อจะได้ทำให้ปุ๋ยไม่ตกตะกอนและประสิทธิภาพของการใช้ธาตุอาหารของพืชดีขึ้น

แต่ถ้าเราใช้ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมในการปลูกครั้งแรกเราก็จะใช้กรดในการปรับ pH น้ำให้เหมาะแก่การผสมปุ๋ย หลังจากนั้นเมื่อเราเดินระบบผักจะดูดปุ๋ยเมื่อผักดูดปุ๋ยที่มีแอมโมเนียม ผักจะปล่อยกรดออกมาทำให้ pH ของสารละลายลดลงในช่วงแรก ทำให้เราไม่ต้องใช้กรดในการปรับ pH ให้ลดลงอย่างกับการใช้ปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียม เราจะเริ่มใช้กรดก็ต่อเมื่อแอมโมเนียมถูกใช้หมดแล้วผักจึงจะเริ่มปล่อยด่าง เราจึงจะเริ่มใช้กรดอีกครั้ง แต่ในการปลูกเราจะมีการเติมปุ๋ยทุกวันก็เท่ากับเราเติมแอมโมเนียมทุกวัน จึงทำให้ผักยังมีแอมโมเนียมให้ดูดอยู่ตลอด ก็เลยทำให้การปล่อยด่างมีน้อยกว่าการปลูกด้วยปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียม ดังนั้นการปลูกด้วยปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมจะใช้กรดน้อยกว่า (แต่มีข้อควรระวังสำหรับการใช้ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียม คือ ช่วงที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ หรือการที่มีฝนตก และน้ำฝนเข้าไปในระบบ ผลที่ได้จะแตกต่างจากข้อมูลที่กล่าวไว้ จะมีข้อมูลอยู่ในเรื่องต่อไปของผู้เขียน)

2) น้ำที่มี EC ต่ำ เช่น น้ำฝน น้ำ RO

น้ำที่มี EC ต่ำส่วนมาก pH จะไม่ค่อยสูงแถมเวลาเราใส่กรดไปนิดเดียว pH ก็ลดลงวูบเลย แต่ถ้าเราใส่ด่างลงไปนิดหน่อย pH ก็จะขึ้นสูงปรี๊ดเลย ถ้าเราใช้ปุ๋ยที่ไม่มีเเอมโมเนียมเมื่อผักดูดปุ๋ยผักจะปล่อยด่างออกมาทำให้สารละลายมี pH สูงขึ้นมากเราก็จะใช้กรดในการปรับ pH สารละลายให้ต่ำลง แต่เราจะใช้กรดจำนวนน้อยกว่าการปรับ pH ในน้ำที่มี EC สูง เพราะว่าน้ำที่มี EC ต่ำจะใช้กรดนิดเดียว pH ก็ต่ำลงแล้ว เราจึงไม่ต้องใช้กรดจำนวนมากในการปรับ pH เหมือนน้ำที่มี EC สูง

แต่ถ้าเราใช้ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียม เมื่อผักดูดปุ๋ยผักจะปล่อยกรดออกมาทำให้น้ำสารละลายมี pH ต่ำลงและเมื่อผักยังปล่อยกรดออกมาเรื่อยๆ เนื่องจากการเติมปุ๋ยทุกวันทำให้ผักมีแอมโมเนียมให้ดูดอยู่ตลอด การที่ผักปล่อยกรดออกมาในระบบที่มีการใช้น้ำที่มี EC ต่ำมันจะทำให้ pH ลดลงได้เร็วและลดลงได้มากกว่าระบบที่ใช้น้ำที่มี EC สูง ซึ่งการลดลงของ pH อาจจะลดลงไปมากพอจนทำให้รากเสีย หรือเกิดแผลได้ (รากจะเริ่มเสียถ้า pH ลดลงต่ำกว่า 5.0 และถ้าเป็นช่วงที่มีอุณหภูมิสูงๆ pH อาจจะไม่ต้องต่ำถึง 5.0 รากก็สามารถเสียได้)หลังจากนั้นเชื้อโรคก็จะเข้าทำลายทำให้เกิดอาการรากเน่า

การเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับอุณหภูมิ

1) การปลูกผักที่อุณหภูมิสูง

ถ้าเราใช้ปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียมปลูกผักในช่วงที่มีอากาศร้อนผัก ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับอาการรากเน่า เพราะปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียมเมื่อผักดูดปุ๋ยผักจะปล่อยด่างออกมา ซึ่งจะทำให้สารละลายมีสภาพเป็นด่างสารละลายที่มีสภาพเป็นด่าง เชื้อสาเหตุโรคพืชจะไม่ชอบหรือเจริญได้ไม่ดี แต่ก็ต้องระวังเรื่องการปรับ pH ไม่ควรใส่กรดเข้มข้นหรือใส่เร็วเกินไปทำให้กรดลวกรากทำให้รากเน่า และอุณหภูมิสารละลายไม่ควรสูงเกิน 32 องศาเซลเซียส เพราะถ้าเกินจะทำให้สารละลายมีออกซิเจนต่ำ เมื่อรากขาดออกซิเจนหรือได้ออกซิเจนไม่พอรากก็จะเน่า

แต่ถ้าเราใช้ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียม เมื่อผักดูดปุ๋ยผักจะปล่อยกรดออกมาทำให้สารละลายมี pH ลดลงต่ำและถ้าน้ำที่ใช้ปลูกเป็นน้ำที่มี EC ต่ำด้วยแล้วก็จะยิ่งทำให้สารละลายมี pH ลดลงต่ำมากขึ้น เมื่อบวกรวมกับช่วงที่ปลูกมีอุณหภูมิที่สูงก็จะยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดอาการรากเน่ามากขึ้น เพราะรากจะเน่าง่ายก็ต่อเมื่อสารละลายมีสภาพเป็นกรดที่อุณหภูมิสูงและเชื้อสาเหตุโรคพืชก็จะชอบ pH ต่ำๆ

2) การปลูกผักที่อุณหภูมิต่ำ

การปลูกผักในช่วงที่มีอากาศเย็นผักจะไม่ค่อยมีปัญหาในทุกๆแเรื่อง ถ้าเราใช้ปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียมในการปลูกผักในหน้าหนาวผักจะโตได้ดี และเมื่อผักโตได้ดีผักก็จะดูดปุ๋ยมากขึ้นเมื่อผักดูดปุ๋ยมากขึ้น ผักก็จะปล่อยด่างมากขึ้นทำให้เราต้องใช้กรดในการปรับ pH มากขึ้น การปรับ pH ก็ทำได้ง่ายขึ้น เพราะหน้าหนาวรากผักสามารถทน pH ต่ำได้โดยไม่ทำให้รากเสียหรือเน่าเหมือนกับช่วงอากาศร้อน

ถ้าเราใช้ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมปลูกผักในหน้าหนาว เราจะใช้กรดน้อยลง และการเจริญเติบโตของผักจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าการปลูกผัก โดยใช้ปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียม (ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมจะให้คุณ ถ้าอากาศเย็นและจะให้โทษเมื่ออากาศร้อน

การเลือกน้ำที่จะนำมาใช้ปลูกผัก

ถ้าเลือกได้ น้ำที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ปลูกผักได้ดีที่สุดคือน้ำที่มี EC อยู่ระหว่าง 0.1-0.3 มิลลิซีเมนต์ pH อยู่ที่ประมาณ 6.5-8.5 น้ำที่จะมีคุณสมบัติข้างต้น เรามักพบคือ

1) น้ำประปานครหลวงและน้ำประปาส่วนภูมิภาค หรือน้ำประปาที่ใช้น้ำหน้าดินมาทำน้ำประปา น้ำหน้าดินหมายถึง น้ำในบ่อ น้ำในแม่น้ำลำคลอง น้ำพวกนี้มาจากน้ำฝนที่ตกลงมา

2) น้ำในบ่อที่ขุดเอาไว้เก็บน้ำฝนที่ตกลงมาตามที่ต่าง ปัจจุบันบางที่มีการปูผ้าใบไว้ในบ่อเพื่อกันน้ำซึมออกด้วย

3) น้ำบ่อซึมที่อยู่ในเขตที่มีภูเขาหรือมอมีสภาพพื้นเป็นกรวดทรายหรือหินปูนน้ำที่ซึมเข้ามาในบ่อส่วนมากจะเป็นน้ำฝน

น้ำดังที่กล่าวมาแล้วนี้สามารถนำมาใช้ปลูกผักได้เลยโดยไม่ต้องมีการปรับปรุง

4) น้ำบาดาลที่จะนำมาใช้ได้ควรมี EC 0.4 มิลลิซีเมนต์ ถ้าเกินไม่แนะนำให้นำมาใช้ในส่วนของ pH ถ้าสูงก็ไม่มีปัญหาเพราะเราสามารถทรีตน้ำโดยใช้กรดในตริกทำให้ pH ต่ำลงมาได้

5) การทำน้ำ RO ถ้าเรามีน้ำที่ EC สูงกว่า 0.4 และก็มีโซเดียมสูงเกิน 30 ppm. ก็มีวิธีแก้วิธีเดียวคือการนำน้ำมาผ่านเครื่องทำน้ำ RO น้ำที่ผ่านเครื่องทำน้ำ RO มาจะมี EC อยู่ที่ 0 ซึ่งเมื่อก่อนเข้าใจกันว่าเป็นน้ำที่ดีที่สุดเหมาะแก่การใช้ปลูกผัก แต่จากการศึกษาของผมพบว่ามันไม่เป็นอย่างที่เข้าใจกัน เพราะการใช้น้ำ RO ร่วมกับปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมบวกกับสภาพอากาศร้อนจะทำให้ผักรากเน่าได้ง่าย (จากข้อเขียนเรื่องการเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะกันน้ำ EC สูงและ EC ต่ำ) แต่เราก็มีวิธีแก้คือ ให้นำน้ำ RO ที่มี EC อยู่ที่ 0 มาผสมกับน้ำที่ใช้ทำน้ำ RO ที่มี EC สูง โดยใช้น้ำ ที่มี EC สูง เติมลงไปในน้ำ RO จนน้ำ RO มี EC เพิ่มขึ้นจาก 0 มาเป็น 0.2 จึงนำไปใช้ปลูกได้

การปรับ pH และ EC โดยวิธีต่างๆ

การปรับ pH ในการปลูกผักไฮโดรโพนิกส์มีหลายวิธี ทุกวิธีถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ปลูกผักได้ดีและลดอาการรากเน่าที่เกิดจากการปรับ pH ไม่ถูกต้อง ฟาร์มทั่วไปมักปรับ EC ก่อนแล้วค่อยปรับ pH ซึ่งเป็นขั้นตอนการทำงานที่ไม่ถูกต้อง ขั้นตอนที่ถูกต้องคือเราต้องปรับ pH ก่อนแล้วค่อยปรับ EC วิธีการปรับ pH และ EC มีหลายวิธีคือ

1) วิธีที่ใช้กันอยู่ทั่วไป การปรับเราจะนำน้ำใส่ถังปลูกแล้วปรับ pH ให้เกือบได้กำหนดที่เราต้องการจากนั้นก็ใส่ปุ๋ยเพื่อปรับ EC ให้ได้ตามกำหนด เมื่อใส่ปุ๋ยจนได้ EC ตามกำหนด pH จะลดลงมาอีกเป็นที่มาที่เราไม่ปรับ pH ให้ได้ตามกำหนดในครั้งแรกจากนั้นก็จะเปิดปั๊มน้ำให้น้ำไหลเวียน น้ำในถังปลูกก็จะลดลงถ้าลดลงกว่าที่เราต้องการเราก็จะเติมน้ำเปล่าลงไปจนได้ระดับที่เราต้องการ pH และ EC ที่เราปรับค่าไว้ครั้งแรกก็จะเปลี่ยนไป เราก็จะต้องปรับใหม่โดยเราจะปรับ pH ก่อน การปรับ pH เราก็จะเติมกรดลงไปช่วงนี้ต้องระวังเพราะเราพบว่าสาเหตุของรากเน่าจะเกิดที่ขั้นตอนนี้มากที่สุด เพราะการเติมกรดจะต้องเติมกรดที่เจือจางยิ่งเจือจางมากเท่าไรยิ่งดีและการเติมจะต้องเติมครั้งละน้อยๆ เพื่อป้องกันกรดไปลวกรากผัก แต่ส่วนมากหลายๆรายจะไม่ทำแบบนี้เพราะว่ามันจะชักช้าเสียเวลา ยิ่งถ้าใช้ลูกน้องด้วยแล้วบางคนทำเพื่อให้งานเสร็จไม่สนใจคุณภาพของงาน เมื่อปรับ pH ได้แล้ว ก็มาปรับ EC ก็เป็นการเสร็จขั้นตอน

เมื่อเราเดินระบบไปแล้วอาจจะซัก 10 ชั่วโมง (สมติว่าผักโต๊ะนี้มีอายุแค่ 18 วัน) เมื่อเรากลับมาเพื่อปรับ pH และปรับ EC เราอาจจะพบว่าปริมาณน้ำแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม EC ยังเท่าเดิม แต่ pH สูงมากซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ว่าผักต้นขนาดนี้จะปล่อยด่างออกมาได้มาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะระหว่างที่เดินระบบออกซิเจนจะผสมเข้าไปในน้ำสารละลายและไล่แก๊สที่มีฤทธิ์เป็นกรดออกมา จึงทำให้น้ำสารละเป็นด่างมากขึ้น และถ้าเราปรับ pH ครั้งนี้เสร็จแล้วอาการเป็นด่าง

มากเหมือนครั้งนี้จะหมดไป เพราะแก๊สที่มีฤทธิ์เป็นกรดแยกตัวออกไปหมดแล้ว อาการนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเราทำการทรีตน้ำก่อนนำมาใช้

2) การปรับโดยใช้ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมช่วยในการปรับ pH เมื่อเราเติมน้ำลงถังสารละลายแล้วเราก็จะเริ่มปรับ pH การปรับก็จะต้องแยกออกเป็น 2 อย่างคือ น้ำ EC สูง และน้ำ EC ต่ำ

2.1 น้ำ EC สูง เราสามารถปรับ pH ลงมาค่อนข้างต่ำได้ คือ ประมาณ 6.0-6.5 หลังจากนั้นเราจะใส่ปุ๋ยเพื่อปรับ EC ปุ๋ยที่เราใส่ครั้งแรกนี้เราสามารถเลือกใส่ได้ทั้งปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมและไม่มีแอมโมเนี่ยม

ถ้าเราใส่ปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียม เมื่อปรับ EC ได้แล้ว และทำการเดินระบบเมื่อผักดูปุ๋ยผักจะปล่อยด่างออกมา เมื่อเราจะปรับ pH และ EC ครั้งต่อไป เราก็จะต้องเติมน้ำลงไปในถังปลูกเพื่อไปทดแทนน้ำที่ยุบไป จากนั้นเราก็จะปรับ pH และแน่นอน 100 % ว่า pH จะต้องสูงกว่าเก่า เพราะผักปล่อยด่างออกมา โดยเราจะใส่กรดจนได้ pH ที่เราต้องการแล้วเราก็มาปรับ EC การปรับ EC เราจะใช้ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมเติมเพื่อว่าเมื่อผักดูดปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมผักจะปล่อยกรดออกมาทำให้ pH ของสารละลายขึ้นช้า เวลาเราปรับ pH ครั้งต่อไปเราจะได้ไม่ต้องเปลือกกรด

แต่ถ้าเราใส่ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียม เมื่อปรับ EC ได้แล้ว และทำการเดินระบบเมื่อผักดูดปุ๋ยผักจะปล่อยกรดออกมา เมื่อเราจะปรับ pH และ EC ครั้งต่อไปเราก็จะเติมน้ำลงไปในถังปลูกเพื่อไปทดแทนน้ำที่ยุบไป จากนั้นเราก็จะปรับ pH เมื่อเราวัด pH สารละลาย เราจะพบว่าสารละลายจะไม่เป็นด่างมากเหมือนกับการใส่ปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียม และบางที pH อาจจะอยู่ในกำหนดที่เราต้องการเลยก็เป็นได้ ถ้าไม่อยู่ในกำหนดเราก็จะใช้กรดไม่มากในการปรับ pH และเมื่อเราทำการปรับ EC เราก็จะใช้ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมในการปรับมันก็ทำให้การปรับ pH ครั้งต่อไป pH ก็จะไม่สูงมากทำให้เราประหยัดกรด

2.2 น้ำ EC ต่ำ การปลูกด้วยน้ำ EC ต่ำ ถ้าเราใส่ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมในครั้งแรกเราไม่ต้องปรับ pH น้ำที่จะนำมาใช้ปลูก เพราะเมื่อผักดูดปุ๋ยผักจะปล่อยกรดออกมาทำให้ pH ของน้ำสารละลายลดลงและเนื่องจากน้ำที่ใช้ปลูกเป็นน้ำ EC ต่ำ pH ก็จะลดลงได้เร็ว หลังจากเมื่อเราปลูกไปสักพักเราจะพบว่า pH จะลดลงมาถึงระดับหนึ่ง แล้ว pH ก็จะเพิ่มขึ้นเมื่อเราปรับ pH และ EC ครั้งต่อไปถ้าเราวัดค่า pH แล้วค่า pH ไม่ได้ขึ้นสูงมากเราจะไม่ปรับ pH เพราะเราจะต้องเติมปุ๋ย และปุ๋ยที่เราเติมก็จะต้องเป็นปุ๋ยที่มีแอมโมเนียม เมื่อผักดูดปุ๋ยผักก็จะปล่อยกรดออกมาทำให้ pH ลดลงมา อย่างไรก็ดีการปรับ pH ด้วยวิธีนี้ไม่ควรทำในช่วงการปลูกที่มีอากาศร้อน หรือช่วงที่พบอาการรากเน่าบ่อยๆ เพราะวิธีนี้มีข้อเสียคือ จะทำให้รากเน่าได้ง่าย แต่ข้อดีก็คือ เป็นวิธีที่ทำให้เราประหยัดกรดได้มากกว่าวิธีอื่นๆ ผู้ที่มีประสบการณ์มากๆ สามารถใช้วิธีนี้อย่างได้ผล แต่กลับกันเราพบว่าผู้มีประสบการณ์น้อยจะมีปัญหารากเน่าอย่างมาก

แต่ถ้าเราใส่ปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียมในครั้งแรก เราจะต้องปรับ pH น้ำที่จะนำมาใช้ปลูก อยู่ที่ประมาณ 6.0 หลังจากเราใส่ปุ๋ยลงไปแล้ว pH ของน้ำสารละลายจะลดลงอีก เมื่อผักดูด

ปุ๋ยผักจะปล่อยด่างออกมาทำให้ pH สารละลายสูงขึ้นในการปรับ pH ครั้งต่อไป ส่วนมากเราจะไม่ปรับแต่เราจะปรับแต่ EC ซึ่งการปรับ EC เราจะต้องเติมปุ๋ยเราก็จะเติมปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมลงไป เมื่อผักดูดปุ๋ยผักจะปล่อยกรดออกมาทำให้ pH สารละลายมี pH ต่ำลงก็เลยทำให้เราไม่ต้องปรับ pH

3) การปลูกโดยปรับแต่ EC แต่จะไม่มีการปรับ pH วิธีนี้ได้มาจากประสบการณ์การปลูกผักในกล่องปลูกผักแบบแม่บัวหลวง การปลูกผักด้วยวิธีนี้ น้ำที่จะนำมาใช้จะต้องเป็นน้ำ EC ต่ำ และก่อนนำน้ำมาใช้จะต้องมีการทรีตน้ำให้ pH อยู่ในระดับที่เหมาะสม ค่า pH ที่เหมาะสมจะเป็นเท่าไรต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิ ขนาดระบบ ปริมาณสารละลาย จำนวนผัก ผู้เขียนใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหารากเน่าจากการปรับ pH ที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาที่เกิดส่วนมากจะเป็นระบบรวมที่มีขนาดใหญ่และการปรับ pH แต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน มีตัวอย่างวิธีทำจากฟาร์มที่ผู้เขียนเป็นที่ปรึกษาและได้ใช้วิธีนี้ เริ่มจากฟาร์มนี้ใช้น้ำ RO เพราะน้ำบาดาลที่มีอยู่มี EC และโซเดียมค่อนข้างสูงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ปลูกผัก จึงต้องนำน้ำบาดาลมาผ่านเครื่องทำน้ำ RO น้ำที่ออกมามี EC ประมาณ 0.0 และ pH ประมาณ 7.0 การปลูกครั้งแรกๆ ก็ปลูกผักโดยมีการปรับ pH โดยการเติมกรดในระบบเหมือนวิธีที่ 1 ผักที่ปลูกได้ก็ดีมากอาจจะเป็นเพราะช่วงนั้นเป็นหน้าหนาวการปรับ pH แม้ไม่ถูกต้อง แต่ผักก็สามารถทนได้จึงทำให้ผักออกมาดี แต่พออากาศเริ่มร้อน การปลูกในรุ่นหลังๆเริ่มมีปัญหารากเน่าผลผลิตก็ต่ำลงมามาก เมื่อผมได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาผมได้วิเคราะห์ให้เจ้าของฟาร์มทราบว่าปัญหาเกิดจากอะไร การใช้น้ำที่มี EC ต่ำบวกกับการใช้ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมของทางฟาร์ม อาจจะทำให้ pH สารละลายลดต่ำลงในบางช่วง และถ้าช่วงนั้นมีอากาศร้อน ก็จะทำให้ผักรากเน่าได้ และการปรับ pH ของที่ฟาร์มก็ดูถ้าจะมีปัญหาเหมือนกัน เนื่องจากถ้าจะปรับให้ได้ถูกต้องคงต้องใช้เวลามาก แต่คนงานอาจจะไม่อดทนพอก็จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผักรากเน่า วิธีที่ผมใช้แก้ปัญหาคือ การเตรียมน้ำที่จะใช้ปลูกให้เหมาะสมกับการที่เราจะนำมาใช้ โดยนำน้ำ RO มาแล้วเติมน้ำบาดาลลงไปจน EC ของน้ำอยู่ที่ประมาณ 0.2-0.3 จากนั้นทรีตน้ำโดยให้อากาศและเติมกรดจน pH อยู่ที่ประมาณ 6.5 แล้วจึงนำมาใช้ปลูก เมื่อเราเติมน้ำที่เตรียมไว้ลงในถังสารละลาย จากนั้นเติมปุ๋ยลงถังสารละลายเพื่อปรับ EC ปุ๋ยที่ใส่ครั้งแรก ถ้าอากาศเย็นเราจะใส่ปุ๋ยที่มีแอมโมเนียม แต่ถ้าอากาศร้อนเราจะใส่ปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียม ส่วนปุ๋ยที่ใช้เติมจะต้องเป็นปุ๋ยที่มีแอมโมเนียมเท่านั้น การปลูกด้วยวิธีนี้จะไม่มีการปรับ pH ในสารละลายเลยจะมีก็แค่การเติมน้ำ และเติมปุ๋ยเท่านั้น แต่เราจะต้องวัด pH เช้าเย็นเพื่อเป็นข้อมูลและเป็นตัวกำหนดในการถ่ายสารละลาย ถ้าเราวัด pH และจดบันทึกเราจะพบว่า ถ้าปุ๋ยที่ใส่ครั้งแรกเป็นปุ๋ยที่ไม่มีแอมโมเนียมช่วงแรก pH ที่ได้จะขึ้นๆ ลงๆ แล้วจากนั้นก็จะขึ้นตลอดพอ pH ขึ้นไปถึง ประมาณ 7 กว่าๆ เราก็ถ่ายน้ำสารละลายแล้วเริ่มขั้นตอนใหม่ แต่ถ้าปุ๋ยที่เราเติมครั้งแรกเป็นปุ๋ยที่มีแอมโมเนียม pH ที่เราวัดได้ส่วนมากจะลงๆ ตลอดจนถึงระดับหนึ่งจากนั้นก็จะขึ้นๆ ตลอดจน pH ขึ้นมาถึง 7 กว่าเราก็จะถ่ายน้ำสารละลาย การปลูกแบบนี้ได้มาจากการปลูกด้วยกล่องปลูกผักแบบแม่บัวหลวง

 

 

 

ปัญหาการปลูกที่เกิดในระบบไฮโดรโพนิกส์

ปัญหาการปลูกที่เกิดในระบบไฮโดรโพนิกส์มีหลายสาเหตุ คือ

1) ปัญหาจากระบบ จากประสบการณ์การแก้ปัญหาให้ฟาร์มต่างๆ มามากกว่า 10 ปี มักพบว่าการสร้างระบบที่ใช้ในการปลูกจะไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่เกิดจากไม่มีความรู้ หรือต้องการประหยัด แต่ยังมีอีกพวกคือพวกดื้อ พวกนี้จะมีความคิดว่าจะต้องทำได้ดีกว่าพวกที่ทำอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่มีความรู้มากมายอะไร ระบบที่ออกแบบมาไม่ถูกต้องที่พบคือ

1.1 ทำระบบแบบที่ใช้ในพื้นที่มีอากาศเย็นมาใช้ในพื้นที่ๆ มีอากาศร้อน ระบบพวกนี้จะมีอัตราการไหลต่ำและมีถังสารละลายที่มีขนาดเล็กแถมมีความยาวรางที่มาก ในบ้านเราถ้าพื้นที่ๆ มีอากาศเย็นเช่น เข้าค้อ อัตราการไหลอยู่ที่ประมาณ 1-2 ลิตรต่อนาที ก็ปลูกได้ แต่ถ้ามาอยู่ภาคกลางอัตราการไหลควรจะสูงกว่า เพราะอากาศร้อน อัตราการไหลควรอยู่ที่ 2-4 ลิตรต่อนาที อัตราการไหลที่สูงจะปลูกผักได้ดีกว่าอัตราการไหลต่ำ ปริมาณสารละลายในถัง ในเขตที่มีอากาศร้อนสารละลายควรมีประมาณไม่ต่ำกว่า 1/2 ลิตรต่อต้น ยิ่งมีมากยิ่งปลูกผักได้ดี แต่ถ้าอากาศเย็นก็สามารถใช้น้อยกว่า 1/2 ลิตรได้ ถังสารละลายที่ดีควรจะเป็นถังที่มีลักษณะกว้างไม่ลึกเปรียบเหมือนถังน้ำกับกะละมัง ถังสารละลายที่ดีควรเหมือนกะละมังถ้าถังน้ำกับกะละมังใส่น้ำเท่ากันกะละมังจะมีพื้นที่ผิวที่รับอากาศและระบายความร้อยได้มากกว่าถังน้ำ ส่วนความยาวราง 6 เมตร ปลูกได้ดีที่สุด 12 เมตร ปลูกได้ดีสู้ 6 เมตรไม่ได้ แต่คุ้มทุนได้เร็วกว่า 6 เมตร ส่วน 18 เมตรถ้าอากาศเย็นปลูกได้คุ้มทุนเร็ว แต่ถ้าอากาศร้อนเจ๊งอย่างเดียว

1.2 ทำระบบให้มีที่ทำลายธาตุอาหาร หลายๆ ฟาร์มที่พบจะไม่มีฝาถังสารละลายธาตุอาหาร และท่อรวมน้ำก็จะเปิดโล่ง ทำให้น้ำสารละลายไหลตากแดด เมื่อสารละลายโดนแดดสารละลายจะเสื่อมคุณภาพโดยเฉพาะเหล็ก และจะมีตะไคร่ขึ้นมาแย่งอาหาร เมื่อตะไคร่ตายก็จะทำให้สารละลายมีตะกอนแขวงลอยไม่สะอาด ไปเกาะตามรากทำให้รากทำงานได้ไม่สะดวก ระบบที่ดีควรจะมีกรองช่วยกรองสารละลายให้สะอาด เพื่อจะได้ไม่มีอะไรไปเกาะที่ราก เมื่อรากสะอาดรากก็จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

1.3 ทำโรงเรือนมุงพลาสติกที่มีหลังคาต่ำเกินไป ทำให้ผักร้อน นอกจากนั้นเรายังพบการติดตั้งหัวสเปรย์ไว้บนแปลงผักพอดี เวลาสเปรย์น้ำลงมาผักจะเปียกมาก ถึงผักจะเย็นแต่ก็มีข้อเสียคือ ผักจะกินน้ำทางใบ เมื่อผักกินน้ำทางใบผักก็จะได้ปุ๋ยน้อย ทำให้ผักโตช้าการติดหัวสเปรย์ที่ถูกต้อง จะต้องติดตรงแนวทางเดินและควรจะสูงไม่ต่ำกว่า 2 เมตรเพื่อให้ผักได้แต่ไอเย็น

1.4 ใช้ขนาดท่อที่มีขนาดเล็กไม่เหมาะสม ทำให้เวลาปลูกผักๆ จะต้นไม่ใหญ่ เนื่องจากพื้นที่ให้รากอยู่มีน้อย หรือเจาะรูถี่เกินไปเพื่อต้องการให้ได้จำนวนต้นต่อโต๊ะมากๆ ผลที่ตามมาก็คือ ผักจะเบียดกันทำให้ผักต้นเล็กและได้น้ำหนักน้อย ระยะการปลูกที่เหมาะสมคือ 25 เซนติเมตร

1.5 การใช้สแลนพรางแสง ส่วนมากจะนิยมปิดตายตัว ถ้าทึบไปผักก็จะยืดในหน้าฝน แต่ถ้าใช้บางไปก็จะเกิดปัญหาในหน้าร้อน สแลนที่เหมาะสม คือ สแลนที่ปิดเปิดได้ความทึบอยู่ที่ประมาณ 50-60%

2) ปัญหาจากความไม่เข้าใจในวิธีการปลูกเลี้ยง มีหลายปัญหาที่พบแต่ในที่นี้จะกล่าวถึงปัญหาที่พบมากๆ

2.1 ปัญหาการปรับ pH ปัญหาที่เกิดกับผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโพนิกส์ เช่น โรครากเน่า โคนเน่า ส่วนมากเมื่อวิเคราะห์เจาะลึกลงไปแล้วสาเหตุ ส่วนใหญ่มาจากการปรับ pH ไม่ถูกต้อง หรือไม่เข้าใจในการปรับจากสภาพน้ำที่แตกต่างกัน หรือเครื่องมือวัด pH เสีย จากนั้นรากก็จะอ่อนแอหรือเป็นแผล และโรคก็จะเข้าทำลายทำให้เกิดการติดเชื้อ และเมื่อเรานำผักไปตรวจก็จะตรวจพบเชื้อสาเหตุโรคพืช ถ้าเราไม่เข้าใจที่มาของการเกิดโรคเราอาจจะไม่สามารถจัดการกับโรคนั้นๆ ได้

2.2 ปัญหาการปรับ EC และการเลือกใช้ EC ที่เหมาะสม ในการปลูกผักบางคนเข้าใจผิดคิดว่าการปลูกผักโดยการใส่ปุ๋ยมากๆ คือปลูกผักที่ EC สูงๆ จะทำให้ผักโตได้ดี แต่ในความเป็นจริงการปลูกผักๆ จะโตได้ดี EC ที่ใช้ปลูกจะต้องเหมาะสม คือ ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป การปรับ EC บางครั้งเราจะพบว่าเครื่องวัด EC จะวัดค่าได้ต่ำกว่าค่าจริง เนื่องจากการใช้เครื่องวัด EC บางท่านไม่เข้าใจการบำรุงรักษาจึงทำให้เครื่องวัดๆ ค่าได้ไม่ตรง

2.3 การปลูกผักโดยไม่มีการถ่ายน้ำสารละลาย โดยคิดว่าปุ๋ยยังมีอยู่มากพอ เพราะเวลาวัด EC ยังพบว่า EC ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการปลูก แต่ EC ที่เราวัดได้นั้นมันคือ อินทรีย์หรือของเสียของผัก (ขี้ผัก) ที่ขับออกมา ซึ่งของเสียนี้ก็ถือประจุเหมือนกับปุ๋ย ทำให้นำไฟฟ้าเมื่อเราวัดด้วยเครื่องวัด EC มันจึงนำไฟฟ้า

Visitors: 21,200